สวัสดีค่ะทุกคน ในยุคที่เศรษฐกิจมีความผันผวนสูงและอะไรก็ไม่แน่นอน ทั้งเรื่องโรคระบาด การเลิกจ้าง หรือแม้แต่อุบัติเหตุ สิ่งหนึ่งที่จะช่วยพยุงครอบครัวของเราให้ก้าวผ่านพายุไปได้ก็คือ “เงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund)” นั่นเองค่ะ
วันนี้มิ้มจะพามาเจาะลึกว่า เราควรมีเงินก้อนนี้เท่าไหร่ และควรเก็บไว้ที่ไหนให้ปลอดภัยพร้อมใช้เมื่อยามจำเป็นค่ะ
เงินสำรองฉุกเฉิน คืออะไร?
เงินสำรองฉุกเฉิน คือ เงินก้อนที่เราเก็บแยกไว้ต่างหาก เพื่อใช้ในกรณี “ฉุกเฉินจริงๆ เท่านั้น” เช่น ตกงานกะทันหัน, รถเสียต้องซ่อมใหญ่, ค่าซ่อมบ้านจากภัยพิบัติ, หรือแม้แต่ค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินที่ไม่ครอบคลุมโดยสวัสดิการหรือประกันที่มีอยู่
- ข้อควรระวัง: เงินก้อนนี้ไม่ควรนำไปใช้ช้อปปิ้งออนไลน์ช่วงโปรโมชั่น หรือไปเที่ยวพักผ่อนเด็ดขาดนะคะ!
เราควรมีเงินสำรองฉุกเฉินเท่าไหร่ดี?
สูตรพื้นฐานในการคำนวณคือ ต้องมีอย่างน้อย 3-6 เท่าของ “ค่าใช้จ่ายจำเป็นรายเดือน” ค่ะ
ลองลิสต์ค่าใช้จ่ายที่คุณ “ขาดไม่ได้” ในแต่ละเดือนดูนะคะ เช่น
- ค่าผ่อนบ้าน / ผ่อนรถ
- ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์
- ค่าอาหารและของใช้จำเป็น
- หนี้สินต่างๆ ที่ต้องจ่ายทุกเดือน
- เบี้ยประกัน (ที่ช่วยลดความเสี่ยงก้อนใหญ่)
ตัวอย่างการคำนวณ: สมมติว่าคุณมีรายจ่ายจำเป็นเดือนละ 20,000 บาท
- พนักงานประจำ (มีความมั่นคงสูง): ควรมีสำรอง 3 เดือน = 20,000 x 3 = 60,000 บาท
- ฟรีแลนซ์ / เจ้าของธุรกิจ (รายได้ผันผวน): ควรมีสำรอง 6-12 เดือน = 20,000 x 6 = 120,000 บาท
ควรเก็บเงินก้อนนี้ไว้ที่ไหนดี?
หัวใจสำคัญของเงินสำรองฉุกเฉิน คือ “ความปลอดภัย (ไม่ขาดทุน)” และ “สภาพคล่อง (ถอนง่ายและรวดเร็ว)” ดังนั้น เครื่องมือทางการเงินที่มิ้มแนะนำมีดังนี้ค่ะ:
- บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ปกติ: สภาพคล่องดีที่สุด ถอนผ่านตู้ ATM หรือ App ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่อาจให้ดอกเบี้ยผลตอบแทนต่ำ
- บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดิจิทัล (e-Savings): ให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าบัญชีปกติ (เช่น 1.5% - 2.0%) และยังถอนได้ง่ายผ่านสมาร์ทโฟน
- กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund): มีความเสี่ยงต่ำมาก แต่ให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝากออมทรัพย์เล็กน้อย ข้อเสียคือเมื่อสั่งขาย อาจต้องรอเงินเข้าบัญชีในวันทำการถัดไป (T+1)
บทสรุปและคำแนะนำจากมิ้ม
การเริ่มเก็บเงินสำรองฉุกเฉินอาจดูเป็นยอดที่สูงจนท้อ แต่มิ้มอยากให้คุณเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ค่ะ โดยทยอยแบ่งหักจากเงินเดือนทุกเดือน (เช่น 5-10% ของรายได้) โอนเข้าบัญชีแยกต่างหากแบบอัตโนมัติ ไม่นานคุณก็จะมีเกราะป้องกันทางการเงินที่แข็งแกร่งค่ะ!
และหากคุณรู้สึกว่าเงินก้อนนี้อาจยังไม่พอครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลก้อนโตเมื่อเกิดโรคร้ายแรง ซึ่งอาจใช้เงินหลักล้าน การทำ ประกันสุขภาพ และ ประกันโรคร้ายแรง ติดตัวไว้ จะช่วยปกป้องเงินสำรองฉุกเฉินของคุณไม่ให้สูญหายในพริบตาค่ะ
หากคุณต้องการให้มิ้มช่วยวางแผน หรือคำนวณเบี้ยให้พอดีกับงบประมาณ สามารถทักมาปรึกษามิ้มได้ตลอดเลยนะคะ ยินดีดูแลคุณค่ะ
