สวัสดีค่ะทุกคน หลายคนวัยทำงานที่บริษัทมีสวัสดิการให้ หรือมนุษย์เงินเดือนที่ตัดจ่ายประกันสังคมอยู่ทุกเดือน มักจะมีคำถามยอดฮิตในใจว่า “เรามีประกันของออฟฟิศกับประกันสังคมแล้ว ยังจำเป็นต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อประกันสุขภาพเพิ่มอีกไหม?”
วันนี้มิ้มจะพามาไขข้อข้องใจ และเช็กสถานะสวัสดิการของคุณไปพร้อมๆ กันค่ะ ว่ามันเพียงพอต่อวิกฤตสุขภาพจริงหรือเปล่า?
1. ทำความเข้าใจ “ข้อจำกัด” ของสวัสดิการเดิม
สวัสดิการอย่างประกันกลุ่มของบริษัทถือเป็นเรื่องที่ดีมากค่ะ แต่เราต้องรู้ “ลิมิต” ของมันด้วยนะคะ:
- วงเงินต่อครั้งที่จำกัด: ประกันกลุ่มอาจให้ค่าห้องเพียง 1,500-2,000 บาท/วัน และค่ารักษารวมไม่เกินหมื่นต้นๆ ต่อครั้ง ซึ่งหากคุณต้องเข้าเอกชนชั้นนำ หรือผ่าตัดใหญ่ วงเงินนี้มักจะ “ช็อต” หรือไม่พอจ่ายค่ะ
- ผูกติดกับสถานะพนักงาน: สิทธิเหล่านี้จะหายวับไปทันทีที่คุณเปลี่ยนงาน ถูกเลิกจ้าง หรือเกษียณอายุ (และเชื่อไหมคะว่า ช่วงเกษียณคือช่วงที่ร่างกายเราเปราะบางที่สุด แถมเบี้ยประกันสุขภาพตอนสูงวัยก็แพงมากด้วยหากเพิ่งมาเริ่มทำ)
- ประกันสังคม: คุ้มครองครอบคลุมถึงโรคร้ายแรง แต่ต้องเข้ารับการรักษาใน สถานพยาบาลตามสิทธิ เท่านั้น ซึ่งอาจต้องรอคิวนาน และอาจไม่ได้รับความสะดวกสบายหรือยานอกบัญชีบางตัวที่แพทย์เฉพาะทางแนะนำค่ะ
2. ทำไมถึงต้องมี “ประกันสุขภาพเหมาจ่าย” ส่วนตัวขนานไว้?
การมีประกันสุขภาพของตัวเอง โดยเฉพาะรูปแบบ “เหมาจ่าย (Lump Sum)” จะเข้ามาช่วยอุดรอยรั่วทางการเงินในจุดที่สวัสดิการเดิมเข้าไม่ถึงค่ะ:
- เลือกโรงพยาบาลได้ดั่งใจ: เกิดเหตุฉุกเฉินตอนไหน ก็เข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้านได้ทันที ไม่ต้องทนรอคิว
- จ่ายตามจริง คลุมถึงโรคร้าย: แผนเหมาจ่ายมักเริ่มที่หลักล้านบาท ครอบคลุมค่ารักษาจริงทั้งผ่าตัด คีโม ฉายแสง ทำให้ครอบครัวไม่ต้องวิ่งหาเงินหลักแสนมาจ่ายค่ายา
- คุ้มครองติดตัวไปจนแก่: เป็นสินทรัพย์สุขภาพที่เราเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเปลี่ยนงานกี่ครั้ง ก็มั่นใจได้เสมอค่ะ
3. เทคนิคอุดรอยรั่วฉบับคนงบน้อย
สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่บัดเจทจำกัด มิ้มแนะนำให้ทำประกันที่มี “ความรับผิดส่วนแรก (Deductible)” ดูสิคะ
- เช่น เลือกแผนที่มีความรับผิดส่วนแรก 20,000 บาท (หมายความว่าค่ารักษา 20,000 บาทแรก คุณใช้ประกันกลุ่มของบริษัท หรือประกันสังคมจ่ายไปก่อน)
- ส่วนที่เกินจาก 20,000 บาท (ซึ่งอาจบานปลายไปหลักแสน หลักล้าน) ให้ประกันสุขภาพส่วนตัวเป็นฝ่ายรับผิดชอบทั้งหมด วิธีนี้จะช่วยให้ ค่าเบี้ยประกันสุขภาพของคุณถูกลงอย่างมาก เลยทีเดียวค่ะ!
บทสรุปและคำแนะนำจากมิ้ม
สวัสดิการออฟฟิศคือ “ฐานราก” ที่ดีค่ะ แต่อาจไม่ใช่ “หลังคา” ที่กันพายุฝนได้มิดชิด การแบ่งรายได้มาจัดสรรประกันสุขภาพส่วนบุคคลเพิ่มเติม ถือเป็นการลงทุนเพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตสุขภาพ กลายมาเป็นวิกฤตทางการเงินที่ล้างผลาญเงินเก็บทั้งชีวิตนะคะ
หากคุณต้องการให้มิ้มช่วยวางแผน หรือคำนวณเบี้ยให้พอดีกับงบประมาณ สามารถทักมาปรึกษามิ้มได้ตลอดเลยนะคะ ยินดีดูแลคุณค่ะ
